2551/09/26

ระเบียงทะเล









ระเบียง ทะเล สาขาแรกเปิดให้บริการที่บางปู (เยื้องเมืองโบรารณ)ริมทะเลปากอ่าวไทย เน้นอาหารทะเลสดๆ ภายใต้แนวคิดเก๋ ๆ "อร่อยแบบซีฟู๊ดเชิงลึก"แสดงถึงความหลากหลายของวัตถุดิบ ทั้งจากฝั่งอันดามันและอ่าวไทย สาขาสองอยู่ในซอยจรัญสนิทวงศ์ 86 /1 ทั้งสองสาขาใช้การตกแต่งคลุมโทนด้วยสีขาวสะอาดตา รับกับความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย เหมาะที่จะเป็นสถานที่พักผ่อนสำหรับครอบครัวและเพื่อนสนิทแบบไม่เป็นทางการ




สาขาบางปู อร่อยกับอาหารทะเลสด ๆ แกล้มกับความเย็นสบายจากทะเลปากอ่าวไทย บนสถานที่ตากอากาศชายทะเลยอดฮิตของคนกรุงเทพและสาขาจรัญสนิทวงศ์ ชุ่มชื่นจากสายน้ำเจ้าพระยาและสบายตาจากการตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาด พร้อมกับอาหารทะเลหลากหลายเมนู


สาขาบางปู 72 1/71 หมู่14 ต.ท้ายบ้าน อำเภอเมือง สมุทรปราการ
สาขาจรัญฯ 162 ซ.จรัลฯ 86/1 แขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กทม.

เบอร์โทรศัพท์ : สาขาบางปู 02-7091825 / สาขาจรัญฯ02-8790911

2551/09/24

Witch's Tavern



“วิทช์ แทเวิร์น” หนึ่งในผับแม่มดเก่าแก่ไม่กี่แห่งที่ยังคงแฝงตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ตึกโบราณสไตล์วิคทอเรียนแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1988 ของปลายศตวรรษที่แล้ว เมื่อเข้าไปข้างในแล้วก็รู้สึกถึงบรรยากาศบาร์เหล้าเก่าๆ แบบอังกฤษได้เป็นอย่างดี เสมือนหนึ่ง เจย์-ซี ได้ข้ามมิติกาลเวลา ย้อนไปสู่อังกฤษในยุคกลางก็ไม่ปาน และ ณ ที่แห่งนี้นี่เอง ก็เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของบรรดาแม่มดพ่อมดที่พิสมัยในเสียงดนตรีและอาหาร เลิศรส วันนี้ เจย์-ซี ก็มีโอกาสได้ลิ้มลองการปรุงอาหารของพ่อมดประจำครัวที่นี่ มีหลายเมนูเลยล่ะที่ถูกใจ เจย์-ซี ...

มาเริ่มต้นกันที่ Eddie’s Original Cheese Burgur (290 บาท) เบอร์เกอร์ที่ผ่านการร่ายเวทย์ให้เนื้อเบอร์เกอร์ขยายขึ้น จนกลายเป็นชิ้นยักษ์มหึมา ความหนาของเนื้อนั้นวัดกันเป็นนิ้วๆ ... ตั้งแต่เกิดมา เจย์-ซี ยังไม่เคยเห็นเบอร์เกอร์ที่ไหนใหญ่เท่านี้มาก่อนเลย ไม่ใช่แค่ใหญ่อย่างเดียว แต่รสชาติก็เด็ดไม่แพ้ขนาดเลย เพราะมีการหมักเนื้อสูตรพิเศษตำรับเฉพาะของที่นี่ หวานฉ่ำจริงๆ แถมยังมีเครื่องเคียงให้ทานเป็น แตงกวาดองสีฟ้า กับ มะเขือปรุงรสเปรี้ยวๆ เค็มๆ และ เฟรนช์ไฟรด์ อีกด้วย ... เบอร์เกอร์เมนูนี้ คืออาหารขึ้นชื่อของที่นี่เลย จนผับแม่มดแห่งนี้กล้าการันตีเลยว่าเป็นเบอร์เกอร์ที่ดีที่สุดของเมืองแห่ง นี้เลยนะครับ

Witch’s Quesadillas (140 บาท) เมนูที่สองนี้เป็นแพนเค้กเม็กซิกัน ตัวแผ่นแป้งของที่นี่เค้าบางแต่เหนียวนุ่ม สอดไส้ด้วยความเค็มมันส์ของ Cheddar Cheese ที่กำลังเมลท์ได้ที่ ผสานเข้ากับความลงตัวของหอมใหญ่และพริกซอยที่ปรุงรสจัดจ้าน เผ็ดกำลังดี เรียกได้ว่าเป็นเมนูโปรดของ เจย์-ซี เลยล่ะ ยิ่งได้ดิพกับซอสซัลซ่า ด้วยแล้ว อร่อยจนแทบหยุดไม่ได้ ใครมาที่นี่อย่าลืมสั่งเมนูนี้มาเป็นอาหารทานเล่นล่ะครับ

ถัดมาเป็น Shepherd’s Pie (290 บาท) หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “พายเด็กเลี้ยงแกะ” เลี้ยงเฉยๆ น่ะไม่ว่าหรอก ดันเอาแกะที่เลี้ยงมาปรุงรส ออกมาเป็นเมนูอร่อยซะด้วย เชฟพ่อมดเค้านำเนื้อแกะมาสับละเอียด ผ่านการปรุงรสอย่างพิถีพิถันจนรสชาติกลมกล่อม แล้วราดทับด้วยมันบดเนื้อเนียนละไม จากนั้นก็นำเข้าเตาอบ อบจนกระทั่งมันบดด้านบนออกสีน้ำตาล จึงนำมาเสิร์ฟด้วยหน้าตาที่ดูดีด้วยถั่วพีบดและผักต่างๆ ที่อุดมด้วยโปรตีนและวิตามิน ... แหม่ กินจานนี้จานเดียว ได้สารอาหารครบ 5 หมู่เลยทีเดียว



เสียงดนตรีของที่นี่ก็สนุกสนานไพเราะไม่แพ้ความอร่อย ของอาหาร ตอนสี่ทุ่มจะมีแบนด์ Karanjo มาเล่น แต่ไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะเล่นดนตรีเก่าแก่สมัยร้อยปีก่อนโน่นนะครับ แล้วก็ไม่ได้เล่นเพลงใหม่ในยุคสมัยนี้ด้วย เพราะเดี๋ยวจะหมดความขลังซะหมด ... เพลงสากลร่วมสมัยจากยุค 70’s – 80’s – 90’s คือสัญลักษณ์ของที่นี่ครับ

ทุกคืนวันพุธจะเฮฮาเป็นพิเศษเพราะมีการเล่น Bingo กัน รางวัล วีคละ 3,000 บาท แต่ถ้าวีคไหนถ้ารางวัลไม่ออก ก็จะสมทบไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสูงสุด 15,000 บาท ... นอกจากนี้ทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน จะมีปาร์ตี้ที่มีคอนเซ็ปต์แตกต่างกันไป ไม่ซ้ำกันอีกด้วยในแต่ละเดือน

306/1 สุขุมวิท 55
(ระหว่างซอยทองหล่อ 8 & 10)
กรุงเทพฯ 10110

โทร. 0-2391-9791, 0-2391-7170

2551/09/22

La Grande Perle


บรรยากาศ การตกแต่งแบบร่วมสมัยสไตล์ Contemporary Modern ชวนนั่ง และบรรยากาศภายนอกแบบสบายๆ ของเทอเรซริมน้ำ ที่สร้างความประทับใจด้วยเสน่ห์สีสันของแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน เพลิดเพลินกับเพลงเพราะๆ จากสองนักดนตรี Duo หรือจะสนุกสนานแบบเต็มรูปแบบจาก Band ใหญ่พร้อมด้วยนักร้องเสียงคุณภาพชาวฟิลิปปินส์ ที่นำเพลงสุดประทับใจตั้งแต่ยุค ’60 ’70 ’80 มาสร้างความประทับใจทุกค่ำคืน



ดื่มด่ำกับบรรยากาศกันไปแล้ว แนะนำความอร่อยกันสักหน่อยกับเมนูสไตล์ Contemporary French Cuisine โดยคณะพ่อครัวที่เคยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าไว้ที่ห้องอาหาร Auberge D’Ab ที่คงความอร่อยไว้ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เพิ่มสีสันหน้าตาให้ชวนทานมากขึ้น อย่างเมนูนี้ Traditional French Onion Soup (290 บาท) น้ำซุปร้อนๆ รสชาติถูกลิ้น ทานกับขนมปังเนื้อบางกรอบเข้ากัน
ตามด้วย Pan Fried Duck Liver “Foie Gras” (820 บาท) ตับมันอย่างดีจากห่านขุนสั่งตรงจากเมือง Toulouse เสิร์ฟกับ Caramelized Peach Sauce หรือว่าจะเป็น Stewed Lamb Shank with Polenta Red Wine Sauce (690 บาท) สตูว์ขาแกะเนื้อนุ่มเสิร์ฟกับโพเรนต้าเรดไวน์ซอส รสชาติเข้ากันเป็นอีกเมนูที่ไม่ควรพลาดค่ะ ปิดท้ายความอร่อยของมื้อนี้ด้วย Souffle Grand Marnier (240 บาท) ซูเฟล่เนื้อนุ่มลิ้นทานกับไอศกรีมเนื้อส้มอร่อยลงตัวค่ะ

ที่ตั้ง : River City Shopping Complex, ห้อง 122-126 ตรอกโรงน้ำแข็ง ซอยเจริญกรุง 30 เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ 10100
โทร : 0-2237-0077-8 Ext.125-126

Pandanus

"Pandanus" คือ พืชชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดทางตะวันตก มีลักษณะคล้ายกับ "ใบเตย" ในบ้านเรา ... ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของร้านสุดเก๋ Pandanus ที่มีความเป็นตะวันตก ผสมกับกลิ่นอายแบบตะวันออกได้อย่างลงตัว



ภายในตัวร้าน แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน คือ :-

โซนที่ 1 : โซนสบาย ๆ เป็นกันเอง จัดเป็นมุมนั่งเล่นที่ตกแต่งด้วยหมอนสีสันสดใส กับบรรยากาศแบบสบาย ๆ ที่คุณสามารถลากแตะ ใส่ขาสั้นมานั่งเม้าท์กับกลุ่มเพื่อนได้เลย

โซนที่ 2 : กระเถิบเข้ามาหน่อย จะเป็นโซนกึ่งทางการ ตกแต่งแบบวิคทอเรียน ให้ดูเป็นทางการขึ้นมานิดนึง

โซนที่ 3 : โซนนี้จะเป็นทางการ เหมาะสำหรับใส่สูท-แต่งเดรสมาดินเนอร์กันมื้อค่ำ ตกแต่งสไตล์วินเทจหวาน ๆ

จุดเด่นของที่นี่อีกอย่างนึงก็คือ ครัวจะเป็นกระจกใส ลูกค้าสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นเชฟกำลังปรุงอาหารอยู่ราวกับได้ดูเรียลลิตี้โชว์ เจย์-ซี นั่งทานไป ก็รู้สึกเพลินดีเหมือนมีตู้ปลาขนาดยักษ์ให้ชม อีกทั้งยังเป็นการการันตีว่าครัวของทางร้านสะอาดและถูกสุอนามัยอีกด้วย

หลังจากดินเนอร์ชั้นล่างเสร็จแล้ว พอค่ำหน่อย เราก็ไม่ต้องลำบากไปต่อที่อื่นให้เมื่อย แค่เดินขึ้นไปชั้น 2 ก็จะพบว่าเราอยู่อีกโลกนึงเลย ด้วยบรรยากาศของบาร์ที่เปิดเพลงแนว House Funk และ Lougne กับการตกแต่งที่ดูดิบ ๆ ฮิป ๆ กว่าชั้นล่าง แถม DJ เค้ายัง mix เพลงขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับที่นี่อีกด้วย เรียกกันว่าดนตรีแนว Pandanus Style จะเป็นยังไงต้องมาลองฟังเองครับ เพราะมีที่นี่ที่เดียว
เดอะ แพนดานัส ค็อกเทลชื่อเดียวกับชื่อร้าน ที่มาในคอนเซ็ปต์ใบเตย ด้วยส่วนผสมของสตรอเบอร์รี่ลิเคียวและบลูคูรูเซา ผลลัพธ์ออกมาได้เป็นสีเขียวใบเตย แถมกลิ่นหอมนิด ๆ จากน้ำใบเตย หอมหวานชื่นใจดี

ยำสลัดแซลมอนย่าง (250 บาท) ความโดดเด่นของเมนูนี้อยู่ที่น้ำสลัดแบบลูกครึ่ง ที่ประกอบด้วยส่วนผสม 3 อย่าง ได้แก่ อิตาเลียน เรดซิ่ง, บาลซามิค, และน้ำจิ้มซีฟู้ดแบบไทย ๆ ของเราเองเนี่ยแหละ ไม่น่าเชื่อว่าผสมออกมาแล้วจะได้รสชาติที่อร่อยลงตัวอย่าบอกใคร ส่วนแซลมอนก็จะย่างไม่สุกมาก เพื่อคงความหวานของเนื้อปลาไว้
ปลาหมึกผัดพริกเกลือ (140 บาท) นี่คือจานโปรดของ เจย์-ซี เลยล่ะ ปลาหมึกชุบแป้งทอด กรอบนอก นุ่มใน นำมาผัดรวน ๆ กับซอสปรุงรสและกระเทียมเจียว กลิ่นหอมน่าทานจริง ๆ
ลิงกวินีผัดเผ็ดปลาสลิด (170 บาท) พาสต้าจานนี้แอบเผ็ดเล็ก ๆ กำลังดี รสชาติเข้าถึงเนื้อในเส้นลิงกวินี แถมปลาสลิดก็กรอบอร่อยดีครับ
ช็อคโกแล็ต บราวนี่ ซันเดย์ (120 บาท) ไอศครีมเสิร์ฟบนบราวนี่ เสริมความหอมมันด้วยเม็ดมะม่วงและวิปครีม

กล้วยทอดไอศครีม (80 บาท) ไอศครีมรสชาติเข้มข้น เสิร์ฟพร้อมกล้วยไข่ทอดกรอบๆ ร้อนๆ ราดด้วยช็อคโกแล็ต



เลขที่ 50 ซอยนันทา ถนนสาทร
กรุงเทพฯ 10120

โทร. 02-287-4021 ถึง 2

ร้านอาหารจุดชมวิวทะเลกรุงเทพฯ

เริ่มต้นการเดินทาง ที่ท่าเรือของทางร้านเค้า เพื่อนั่งเรื่อหางยาวต่อเข้าไปยังร้านอาหารที่อยู่ตรงปากอ่าว ระหว่างทางเรือจะแล่นลัดเลาะผ่านป่าชายเลน ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าผืนสุดท้ายของกรุงเทพฯ ทำให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด สองฝั่งคลองอุดมด้วยต้นโกงกางอันเขียวชะอุ่ม นกนานาพันธุ์บินโฉบไปมา รวมถึงวิถีชีวิตชาวเลที่เรียบง่ายแต่ดูมีเสน่ห์

ราวสิบห้านาที เจย์-ซี ก็เดินทางมาถึงจุดชมวิวทะเลกรุงเทพฯ ... อากาศที่นี่บริสุทธิ์จริงๆ เจย์-ซี ก็เลยขอสูดลมหายใจสักเฮือกให้เต็มปอด กักตุนออกซิเจนไว้ ก่อนที่จะต้องกลับไปต่อสู้กับมลภาวะร้ายในเมือง บรรยากาศที่นี่ก็ดีมาก ตัวร้านเป็นเรือนไม้เป็นหลังๆ อยู่กลางทะเล แต่ละเรือนเชื่อมต่อกันด้วยสะพานไม้เป็นแนวยาว ถึงแม้การตกแต่งของร้านนี้จะออกแนวบ้านๆ หน่อย แต่ด้วยวิวที่สวย และลมทะเลเย็นสบาย ทำให้ทุกคนที่ได้มาล้วนแล้วแต่ประทับใจ



มาพูดกันถึงเรื่องอาหารที่นี่บ้างดีกว่า บอกได้ตามตรงเลยว่าความอร่อยไม่แพ้ร้านอาหารในคอลัมน์ อร่อยติดดาว เลย ... มาถึง เจย์-ซี ก็สั่ง กุ้งเผา ก่อนเลย (ราคาคิดตามน้ำหนักที่สั่ง) เพราะคันปากอยากกินมานานแล้ว กุ้งที่นี่สดเนื้อแน่น แหม่ ไม่สดก็ไม่รู้จะว่าไรแล้ว อยู่ติดทะเลขนาดนี้ เผาออกมากลิ่นหอมยั่วน้ำลายเหลือเกิน ส่วนน้ำจิ้มซีฟู้ดก็ปรุงได้อร่อยแซ่บไม่แพ้กัน








จานถัดมาเป็น ปลาหมึกผัดกระเทียมโทนพริกไทยอ่อน (ราคา 120 บาท) ด้วยความสดใหม่ของปลาหมึก ทำให้เวลาเคี้ยว รู้สึกได้ถึงความเด้งดึ๋งในปากเลยล่ะ ยิ่งนำมาผัดกับกระเทียม ต้นหอม และพริกไทยอ่อนด้วยแล้ว ช่วยเพิ่มความหอมหวนชวนทาน แถมรสชาติก็เผ็ดอร่อยกำลังดีอีกด้วย

สุดท้ายขอเป็นจานปลานะครับ ... เมนูปลาที่ทางร้านเค้าแนะนำคือ ปลากะพงสองใจ (ราคา 280 บาท) เหมาะสำหรับพวกสองใจยิ่งนัก คือ ลังเลไม่รู้ว่าอยากจะกินแบบทอดกระเทียมดี หรือแบบราดพริกดี สั่งจนนี้จานเดียวกินได้ทั้งสองหน้าเลย แต่พอดี เจย์-ซี ไม่ใช่พวกหลายใจ เลยขอสั่งเป็น ปลากะพงราดเปรี้ยวหวาน (ราคา 280 บาท) ละกัน รสชาติก็ใช้ได้ทีเดียวเลยครับ


74/3 หมู่ 9 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150

โทร. 09-894-3595, 09-112-0887

เปิดบริการเวลา 11:00 - 21:00 น.
หยุดให้บริการทุกวันจันทร์
ยกเว้นวันจันทร์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ิ

Basilico Pizzeria

ร้านอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนแบบพิซเซ อเรีย ในซอยสุขุมวิท 33 ป้ายหน้าร้านดูเด่นสะดุดตาไม่น้อย แถมบรรยากาศภายในก็ดูโล่งโปร่งสบายตา ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ตัวร้านตกแต่งให้เป็นห้องกระจกใส รายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวสด มองทะลุผ่านเข้ามาจะเห็นเตาพิซซ่าโบราณ เป็นจุดดึงดูดความสนใจจากลูกค้า หรือจะเลือกนั่งในส่วนที่จัดไว้ให้เป็นเสมือนบ้านสไตล์อิตาลี ตกแต่งด้วยไม้และอิฐให้บรรยากาศคลาสสิค

ด้วยความตั้งใจที่อยากจะลิ้มลองอาหารอิตาเลี่ยน ร้านนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับรสชาติแบบต้นตำรับหลากรายการให้เลือก เริ่มด้วยเมนู Appetizers อย่าง Salumi Misti หรือ Mix Imported Salami and Parma Ham (350 บาท) พาร์มาแฮมหลากชนิดพร้อมเครื่องเคียง จานนี้แนะนำให้ทานกับไวน์แดง จะให้ความอร่อยที่เข้ากั๊นเข้ากันได้เป็นอย่างดี



และสำหรับพิซซ่าเตาฟืนที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของที่นี่ มีให้เลือกถึง 50 หน้า เอาเป็นว่าขอเทสต์ซัก 2 อย่างก่อนแล้วกัน ถาดแรกก็คือ Erotica Pizza หอมกรุ่นจากเตาร้อนๆ แป้งพิซซ่าไม่หนาหรือบางไป โรยหน้าไส้กรอกอิตาเลี่ยนแบบเผ็ด มอซเซอเรลล่าชีส หัวหอม มะกอกดำ และพริกหวาน ส่วนถาดต่อมาเป็น Mediterranea Pizza (280 บาท) แป้งพิซซ่าที่ทั้งกรอบนุ่มในคำเดียว มีเนื้อปลาทูน่าเป็นพระเอกของเมนูนี้ แถมด้วยไข่ไก่ มอซเซอเรลล่าชีส มะเขือเทศสด มะกอกดำและพาร์สลีย์ นี่แค่ 2 หน้าก็อิ่มเต็มที่แล้ว ไว้คราวหน้ามาค่อยลองหน้าอื่นบ้าง



ตบท้ายมื้อนี้ด้วยขนมหวานอิตาเลี่ยนเลื่องชื่ออย่าง Tiramisu (150 บาท) เนื้อครีมหอมหวานสลับกับแป้งเค้กละมุนลิ้น แถมออกรสเข้มข้นด้วยผงช็อกโกแลต หรือถ้าใครอยากจะลองไอศครีมอิตาเลี่ยน ก็มีให้ทานด้วย


ที่ตั้ง : 8 สุขุมวิทซอย 33 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร : 0-2662-2323